Tap on SEARCH icon at top right
เทศกาลชัมบาลาจัดขึ้นโดยไม่มีผู้สนับสนุนจากบริษัทหรือองค์กรใดๆ มีเพียงกลุ่มศิลปินและอาสาสมัครที่ทุ่มเท ร่วมกันสร้างและดูแลเทศกาลแห่งนี้ในทุกๆปีด้วยหัวใจ
เราตั้งใจรักษาชัมบาลาให้คงความเรียบง่าย บริสุทธิ์ จริงใจ และเป็นธรรมชาติที่สุด
ตลอด 11 วันของเทศกาล เราจะใช้ชีวิตร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติอย่างเคารพและกลมกลืน เราเล่นดนตรี สร้างสรรค์งานศิลปะ แลกเปลี่ยนความคิด ความรัก และแรงบันดาลใจ จากการแบ่งปันเหล่านี้ มิตรภาพก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นในที่สุด
เรามีระบบแสง สี เสียง ที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับดนตรีหลากหลาย ทั้งวงดนตรีท้องถิ่นและนานาชาติ แต่ความตั้งใจของเทศกาลไม่ได้อยู่เพียงบนเวที หากคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นรอบๆกองไฟ และในบริเวณที่ตั้งแคมป์ นั่นคือ การที่ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อเล่นดนตรี แจม และแบ่งปันช่วงเวลาดีๆด้วยกันได้อย่างอิสระ
ที่นี่ไม่มีการแสดงของดีเจ ผู้คนเต้นรำไปกับดนตรีสดที่บรรเลงโดยนักดนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของเทศกาลของเราที่ทำให้แตกต่าง
สร้างมิตรภาพผ่านการแบ่งปันด้วยดนตรีและศิลปะท่ามกลางธรรมชาติ นั่นคือแนวคิดของเราที่เชื่อและยึดถือมาตลอด
ปีนี้ชัมบาลา ก้าวเข้าสู่ ปีที่ 15 ของการเดินทาง และเรายินดีต้อนรับทุกคนให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแห่งนี้
ผู้ก่อตั้งและจัดงานชัมบาลา
เป็นกลุ่มฮิปปี้ชาวญี่ปุ่นซึ่งได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากเพื่อนๆชาวไทย เราอยากจะรักษาไว้ซึ่งความเรียบง่าย สร้างจากน้ำพักน้ำแรงของเราเอง เป็นธรรมชาติ และ ใช้ชีวิตอย่างไม่เร่งรีบ มาร่วมกันแบ่งปันความรัก สันติภาพ และความงดงามของชีวิตกัน
ขณะนี้เรากำลังทยอยอัปเดตข้อมูลสำหรับเทศกาลปี 2027 กันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นข้อมูลบางส่วนที่คุณพบในเว็บไซต์นี้อาจยังไม่เป็นปัจจุบัน เราจะอัปเดตให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด ขอบคุณสำหรับความเข้าใจ ความอดทน และการติดตามของคุณของคุณ 💛
ถึงผู้เข้าร่วมงานและร้านค้าทุกท่าน
ปีนี้ เราอยากชวนทุกคนก้าวไปอีกขั้นในการดูแลและเคารพธรรมชาติ เพราะธรรมชาติคือบ้านที่เราทุกคนใช้ร่วมกัน 💚
ในเทศกาลครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เราพบว่าถังขยะเต็มอย่างรวดเร็วทุกวัน ปีนี้ เราจึงขอความร่วมมือจากทุกคนในการช่วยกันลดปริมาณขยะ ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้
🌿 นำแก้ว จาน กล่องอาหาร และช้อนส้อมแบบใช้ซ้ำมาเอง
ใช้ภาชนะของคุณเมื่อซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าภายในงาน
💧พกขวดน้ำแบบเติมได้ ภายในงานมีจุดบริการน้ำดื่มฟรีสำหรับทุกคน
🗑️ เตรียมถุงขยะไว้ที่บริเวณเต็นท์ของคุณ เพื่อความสะดวกในการรวบรวมขยะ และลดการเดินไปทิ้งขยะบ่อย ๆ
เก็บขยะไว้ใกล้เต็นท์ของตัวเองให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันสัตว์มาคุ้ยเขี่ย
♻️ ลดการสร้างขยะให้มากที่สุด และนำขยะของคุณกลับไปเมื่อเดินทางออกจากงาน
ทุกชิ้นที่เราลดได้ คือของขวัญที่มอบให้ธรรมชาติ
โปรดใช้สบู่ แชมพู และผลิตภัณฑ์ซักล้างที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
น้ำจากห้องอาบน้ำ จุดซักล้าง และบ่อน้ำพุร้อนภายในพื้นที่ จะไหลลงสู่แม่น้ำโดยตรง การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงช่วยปกป้องธรรมชาติที่เราทุกคนรัก
ขอขอบคุณที่ร่วมกันดูแลผืนป่า สายน้ำ และพื้นที่แห่งนี้ เพื่อให้ชัมบาลายังคงเป็นเทศกาลที่งดงามสำหรับทุกคนในวันนี้ และสำหรับผู้ที่จะมาเยือนในอนาคต
ด้วยความรักและความขอบคุณ ❤️
มินามิ มาซาโตะ (นามิซัง) เกิดวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2487 - 7 มกราคม พ.ศ. 2564 อายุ 76 ปี เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง และมือกีตาร์แนวร็อค เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกคนสำคํญของ "Inochi-no-Matsuri (เทศกาลแห่งชีวิต) ซึ่งเป็นงานเทศกาลแคมป์ 8 วันที่จัดขึ้นในปี 2531 สองปีหลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัตินิวเคลียร์เชอร์โนบิลเพื่อเฉลิมฉลองคุณค่าชีวิตและธรรมชาติ
ในปี พ.ศ. 2541 และ พ.ศ. 2546 นามิซังได้ริเริ่มจัดเทศกาลแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระดับรากหญ้าระหว่างญี่ปุ่นและไทย ภายใต้ชื่อ "Jubilee Jam" ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
หลายปีต่อมา เขาและเพื่อน ๆ มีความตั้งใจที่จะจัดเทศกาลนี้ขึ้นอีกครั้ง แต่ในพื้นที่เปิดกว้างท่ามกลางธรรมชาติ พวกเขาจึงค้นพบสถานที่แห่งหนึ่งในอำเภอเชียงดาว และในปี พ.ศ. 2553 ได้ก่อกำเนิด Shambhala In Your Heart Festival
นามิซังยังคงเดินสายแสดงดนตรีอย่างต่อเนื่องจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ระหว่างการแสดงสดครั้งหนึ่ง เขาล้มลงบนเวที และจากไปในสิ่งที่เขารักที่สุด นั่นคือการแบ่งปันเสียงดนตรีกับผู้คน
นี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับ Festival For Life ในปี 1988, Jubilee Jam ปี 1998 และเทศกาล Shambhala Festival ปี 2010 เรียบเรียงจากบทความภาษาอังกฤษโดย Nami-san
(ที่มา: Wikipedia และภาพจาก official website ของนามิซัง)
...............................................................................
หลายคนมักถามผมเกี่ยวกับเทศกาลชัมบาลาว่าเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร วันนี้ผมจึงอยากเล่าเรื่องนี้เป็นครั้งแรก
ย้อนกลับไปในปี 1988 เพียง 2 ปีหลังเหตการณ์ภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิล พวกเราได้จัดเทศกาลกลางแจ้งแบบแคมป์เป็นเวลา 8 วันขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น โดยตั้งชื่อว่า "INOCHINO-MATSURI" (Festival For Life-เทศกาลแห่งชีวิต) ภายใต้แนวคิด "No Nukes One Love" นับเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ครั้งแรกของผู้คนที่เรียกร้องและต่อสู้เพื่อโลกที่ปราศจากนิวเคลียร์ มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 10,000 คน (ในจำนวนนี้มีวัยรุ่นฮิปปี้ชาวญี่ปุ่นถึง 6,000 คน) การที่ผู้คนจำนวนมากมาร่วมตั้งแคมป์อยู่ด้วยกันนานกว่าหนึ่งสัปดาห์ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นักดนตรีมากมายขึ้นเวทีเพื่อแสดงพลังและประกาศเจตนารมณ์ในการสร้างโลกที่ดีกว่าเดิม
ในเทศกาลครั้งนั้น วงดนตรีชื่อดังของไทย "คาราวาน" ได้รับเชิญมาร่วมแสดงด้วย คุณสุรชัย หัวหน้าวง พูดกับผมว่า "นามิซัง นี่เป็นเทศกาลที่งดงามมาก! ผมหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะได้จัดเทศกาลที่สงบและเปี่ยมไปด้วยสันติแบบนี้ในประเทศไทย ที่ผ่านมาเมื่อพวกเราวางแผนจัดเทศกาลแบบนี้ มักเกิดปัญหาและไม่เคยสงบสุขแบบนี้เลย"
คำพูดนั้นติดอยู่ในใจผมเสมอ เมื่อผมมีโอกาสมาเยือนประเทศไทยในปี พ.ศ. 2535 ผมจึงพยายามตามหาคุณสุรชัย และคุณปิ๊กก็พาผมไปพบเขา
ผมบอกว่า “สวัสดี! คุณสุรชัย ในที่สุดผมก็ได้มาพบคุณ หากคุณอยากจัดเทศกาล ผมยินดีช่วยเต็มที่"
แต่คุณสุรชัยตอบว่า "ขอโทษนะนามิซัง ตอนนี้ผมไม่ค่อยสบายและไม่มีพละกำลังเพียงพอ คุณลองหาคนอื่นมาร่วมทำแทนเถอะ"
แม้จะผิดหวังเล็กน้อย แต่ผมก็ตัดสินใจเดินหน้าต่อ ผมเชื่อว่าต้องมีใครสักคนที่อยากทำสิ่งนี้ร่วมกัน หลังจากนั้นอีก 6 ปี ผมกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบคนที่เหมาะสมจนผมเกือบถอดใจ แล้ววันหนึ่ง "คุณตุ๊ก" นักกีตาร์ร็อคชื่อดังของเชียงใหม่ก็พูดกับผมว่า "พี่ ! ผมจะทำเอง ให้ผมช่วยจัดเทศกาลนี้เถอะ "
ในที่สุด เทศกาลแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระดับรากหญ้าระหว่างญี่ปุ่นและไทยครั้งแรกในชื่อ "Jubilee Jam" ก็เกิดในปี พ.ศ. 2541 ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รายได้ส่วนหนึ่งถูกนำไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลช้าง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 เราก็จัดเทศกาลครั้งที่สองขึ้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกครั้ง โดยมีศาตราจารย์ ศุภชัยเป็นตัวแทนดำเนินงาน แม้ผลลัพธ์จะไม่เป็นไปตามที่ผมคาดหวัง แต่สำหรับการจัดงานในต่างประเทศก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง รายได้ส่วนหนึ่งเราบริจาคให้กับโครงการการศึกษาสำหรับเด็กหญิงชาวอาข่า (ADEP – Aka Daughter Education Program)
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเทศกาลทำให้ผมต้องควักเงินส่วนตัวจำนวนมาก จนรู้สึกเหนื่อยกับปัญหาเรื่องงบประมาณ และคิดว่าจะไม่จัดเทศกาลในประเทศไทยอีก
หลายปีผ่านไป เพื่อน ๆ ในญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มขอให้ผมกลับมาจัดเทศกาลอีกครั้ง ผมจึงตัดสินใจว่า ถ้าจะจัดอีกครั้ง จะไม่จัดในเมือง แต่จะจัดท่ามกลางธรรมชาติ โดยไม่มีผู้สนับสนุนจากบริษัทใด ๆ
ตอนแรกเรามองหาสถานที่ในอ.ปาย (สเตฟาน ปิ๊ก และผม) ขับรถหาสถานที่ไปรอบๆ ปายทุกวัน แต่ก็ไม่พบที่ที่ใช่ เมื่อกลับมาที่เชียงใหม่ ผมเล่าเรื่องนี้ให้ อูราโน่ เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่เชียงใหม่ฟัง แล้วเขาก็พูดว่า "นามิซัง ที่เชียงดาวมีสถานที่สวยๆมากมาย คุณน่าจะชอบนะ"
วันรุ่งขึ้น เรามุ่งหน้าสู่เชียงดาว เมื่อถึงสี่แยกใหญ่ เราเลี้ยวซ้าย ราวกับว่ามีพลังบางอย่างนำรถของเราไป หลังจากนั้นเราก็ยืนอยู่บนผืนดินที่ตั้งแคมป์ใกล้ดอยหลวง เมื่อมองขึ้นไปบนดอยหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ผมก็รูสึกได้ทันทีว่า ที่นี่แหละคือสถานที่ที่ตามหา
ผมนึกขึ้นได้ว่า ตอนบินมายังประเทศไทยครั้งนั้น ผมเห็นภูเขาลูกหนึ่งจากหน้าต่างเครื่องบิน ซึ่งดูแปลกตาอย่างยิ่ง และภูเขาที่อยู่ตรงหน้าก็คือภูเขาลูกเดียวกัน ผมเชื่อว่านี่คือการนำทางจากสวรรค์ ขณะนั้นชาวบ้านสี่หรือห้าคนกำลังยืนมองแล้วพากันชี้นิ้วไปที่งูสีเงินที่เลื้อยลงมาแล้วพูดกันว่า "ผู้รับใช้ของพระเจ้ามาถึงแล้ว จะมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้น" ชาวบ้านเชื่อว่างูชนิดนี้แทบไม่เคยลงมาหาผู้คน และไม่มีใครฆ่ามัน
ในเดือนตุลาคมของปีนั้น ผมได้กลับมาอีกครั้งและทำสัญญาใช้พื้นที่กับคุณนิคมเจ้าของที่แห่งนี้
ในปี 2010 เทศกาลชัมบาลาครั้งแรกจึงถือกำเนิดขึ้น มันเป็นเทศกาลเล็ก ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 250 คน เรามีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย งบประมาณก็ติดลบ แต่พวกเราทุกคนมีความสุขและตัดสินใจว่าจะจัดงานนี้ต่อไป
เราจัดเทศกาลนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อแสวงหากำไร แต่เพื่ออนาคตที่สดใส อย่างน้อย ที่ชัมบาลา ผู้คนยังมีเวลาให้กัน มีเวลาคิด พูดคุย เดินเล่น มองดูธรรมชาติ ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ และใช้ชีวิตห่างไกลจากแสงสีของเมือง จนค่อย ๆ กลายเป็นครอบครัวเดียวกัน นี่คือสิ่งที่แตกต่างจากงานปาร์ตี้ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ผมคิดว่าหน้าที่ของผม คือการนำวัฒนธรรม MATSURI (เทศกาลแบบญี่ปุ่น) มาถ่ายทอดสู่ประเทศไทย
ทุกปีมีผู้คนจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมเทศกาลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปีที่ผมเขียนเรื่องนี้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 3,500 คน จาก 63 ประเทศ และตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยเกิดเหตุทะเลาะวิวาทหรือความรุนแรงเลย ชาวเชียงดาวให้การต้อนรับเทศกาลนี้เป็นอย่างดี และผู้เข้าร่วมชาวไทยก็กลายเป็นส่วนสำคัญของครอบครัว Shambhala
นี่คือเรื่องราวโดยย่อของการเริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้...
ภาพวาดที่สวยงามในปี 2023 เพื่อเป็นเกียรติแก่นามิซัง